พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

ในภาพอาจจะมี รถยนต์

รู้มั้ย? พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือที่เราเรียกกันว่า “พ.ร.บ.” คุ้มครองอะไรบ้าง?

         พ.ร.บ. คือการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ซึ่งภาครัฐบังคับให้รถทุกคันต้องทำ พ.ร.บ. เพื่อเป็นการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต คุ้มครองสูงถึง 300,000 บาท/คน หรือคุ้มครองในส่วนความเสียหายต่อร่างกาย เช่นค่ารักษาพยาบาล สูงถึง 80,000 บาท/คน (***ยกเว้น ผู้ขับขี่ฝ่ายประมาท จะให้ความคุ้มครองแค่เพียงความเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น***)

ค่าเสียหายเบื้องต้น” ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คืออะไร??? 

⠀⠀⠀⠀ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึง ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายเพื่อความเสียหายต่อชีวิต หรือร่างกายของผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการใช้รถโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความรับผิด ทั้งนี้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ ซึ่งค่าเสียหายเบื้องต้น สามารถแบ่งได้ 3 กรณี ดังนี้
⠀⠀⠀⠀
1. กรณีบาดเจ็บ : จะได้รับค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท
⠀⠀⠀⠀
2. กรณีเสียชีวิต : จะได้รับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท
⠀⠀⠀⠀
3. กรณีบาดเจ็บและต่อมาเสียชีวิต : จะได้รับค่ารักษาพยาบาลอันจำเป็นตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท และได้รับค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท ทั้งนี้ รวมกันไม่เกิน 65,000 บาท
⠀⠀⠀⠀
ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้น จึงมีความสำคัญและเป็นหนึ่งในความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. ที่ผู้ขับขี่ต้องรู้นะครับ!

ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น” คืออะไร? 
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น หมายถึงค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้กับผู้ประสบภัยภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิดจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัยหรือทายาทได้รับแล้วจะต้องไม่เกินวงเงินความคุ้มครองสูงสุดต่อคนดังต่อไปนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀
1. กรณีบาดเจ็บ : บริษัทจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท/คน
2. กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร : บริษัทจะชดใช้เงินให้จำนวน 300,000 บาท/คน
3. กรณีสูญเสียอวัยวะ : บริษัทจะชดใช้เงินให้จำนวน 200,000 – 300,000 บาท/คน ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนด
4. กรณีรักษาตัวในโรงพยาบาลในฐานะคนไข้ใน : บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ 200 บาท/วัน และจ่ายให้สูงสุดไม่เกิน 20 วัน
⠀⠀⠀
ดังนั้นวงเงินความรับผิดชอบสูงสุดไม่เกิน 304,000 บาท/คน
⠀⠀⠀
ทั้งนี้ ความรับผิดชอบต่อครั้งจะต้องไม่เกิน 5,000,000 บาทสำหรับรถจดทะเบียนไม่เกิน 7 ที่นั่ง และไม่เกิน 10,000,000 บาทต่อครั้งสำหรับรถจดทะเบียนเกิน 7 ที่นั่ง
⠀⠀⠀
หมายเหตุ : ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมายจะได้รับความคุ้มครอง เฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น
⠀⠀⠀

รู้แล้วนะครับว่า พ.ร.บ.สำคัญขนาดไหน !!!
อย่าซื้อเพียงแค่กลัวตำรวจจับ เรื่องนั้นจิ๊บ จิ๊บ… แค่โดนปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่ พ.ร.บ.ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด จ่ายเบี้ยหลักร้อย คุ้มครองหลักแสนหรือหลักล้าน…

⠀⠀⠀

 https://www.facebook.com/hero4insure/

เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ฟรี!!!

รู้กันยัง? ซื้อประกันภัยรถยนต์บนออนไลน์ตอนนี้ได้แล้วนะ!
⠀⠀
ถ้าถามว่าประกันภัยรถยนต์จะซื้อได้ที่ไหนบ้าง? ช่องทางที่เราซื้อประกันภัยรถยนต์แบบเดิมๆ ก็คงไม่พ้นการซื้อผ่านบริษัทประกันภัยโดยตรง ผ่านธนาคาร หรือผ่านร้านสะดวกซื้อ
⠀⠀
แต่! ยุค Thailand 4.0 ทุกอย่างจะต้องง่าย รวดเร็ว เช่น การซื้อของ ก็นิยมซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น แม้กระทั่งตอนนี้ การซื้อประกันภัยรถยนต์ก็ซื้อผ่านออนไลน์ได้เช่นกัน โดย 724 Insure ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยแนะนำและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ ที่เหมาะสมสำหรับคุณมากที่สุด

เบี้ยถูก ความคุ้มครองดี บริการเยี่ยม

 

 

 

แอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันไม่จ่าย เริ่ม 1 มิ.ย. 60

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย มีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน จำเป็นต้องใช้หลายมาตรการในการขับเคลื่อนและมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยจากสถิติข้อมูลพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พบอันดับต้นๆ คือ การเมาแล้วขับ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง ที่ผ่านมาสำนักงาน คปภ. ทำงานร่วมมือกับหลายฝ่ายและหน่วยงานต่างๆ อาทิเช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิเมาไม่ขับ คณะกรรมการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ลำพังมาตรการเดิมๆ ที่เคยใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุ ในช่วงเทศกาลวันหยุดเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง และหนึ่งในกลไกสำคัญคือการใช้มาตรการทางด้านประกันภัยอย่างเต็มศักยภาพเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ

ประกอบกับการศึกษาข้อมูลต่างๆทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย อย่างรอบคอบแล้ว สำนักงาน คปภ. เห็นว่า การปรับแก้ข้อยกเว้นในกรมธรรมประกันภัยรถยนต์เรื่องลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกกำหนด จะเป็นผลดีต่อประชาชนมากกว่า โดยจะเป็นมาตรการที่ช่วยส่งเสริมการณรงค์เมาไม่ขับและช่วยสนับสนุนความปลอดภัยทางถนนตามแผนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน อันจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 ตนในฐานะนายทะเบียนอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 โดยออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2560 เรื่องให้แก้ไขแบบ ข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน และเสริมสร้างวินัยจราจรแก่ประชาชน โดยเป็นการปรับแก้ข้อยกเว้นตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 22/2551 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2551 ข้อ 2 และ ข้อ 3 (เดิม) “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่บริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน  แก้ไขข้อความเป็น “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ถือว่า “เมาสุรา” ซึ่งคำสั่งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป  ทั้งนี้เพื่อให้สำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยได้มีระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และให้บริษัทประกันภัยได้มีเวลาเตรียมความพร้อมในการปรับแก้เอกสารเกี่ยวข้องกับการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ตลอดจนความพร้อมด้านข้อมูลที่จะต้องแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับเงื่อนไขที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

สำหรับสาระสำคัญของคำสั่งนายทะเบียนนี้ คือ กรณีที่ผู้ขับขี่รถเอาประกันภัยภาคสมัครใจ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประสบอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากกรมธรรม์ แต่ในส่วนของผู้ประสบภัยหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าวยังคงได้รับความคุ้มครอง โดยบริษัทประกันภัยของรถคันที่เอาประกันภัยฝ่ายผิดจะต้องให้ความคุ้มครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจ่ายไปจากผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อไป

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนปริมาณแอลกอฮอล์ดังกล่าว ไม่กระทบต่อความคุ้มครองของการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

“มาตรการต่างๆด้านประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการลดเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยที่ติดกล้อง CCTVภายในรถยนต์ และในเรื่องการปรับลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามกฎหมายจราจรทางบก ทั้งสองมาตรการที่ออกมาในช่วงนี้ก็เพื่อเป็นกลไกที่ช่วยลดอุบัติเหตุทางถนน โดยจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวังและมีความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุบนท้องถนน” ดร.สุทธิพล กล่าวในที่สุด